ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
แจ้งชำระเงิน
dot
dot
ผ้าและเครื่องแต่งกาย สีดำ
ผ้าไหม
ผ้าฝ้าย
ผ้าไหมเกษตร
ชุดสำเรํจรูป สุภาพสตรี
ชุดสำเร็จรูป สุภาพบุรุษ
กระเป๋าผ้าไหม
กระเป๋าถือออกงาน
ผ้าคลุมไหล่
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot

หมวดสินค้า

  [Help]
dot


Line pakpipa
ตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์
ภัคพิภาปักคอม นครนายก ปักเสื้อ


ผ้าไหมแพรวาคืออะไร

ผ้าไหมแพรวา

 

ผ้าไหมแพรวา เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลัษณ์ของชาวบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผ้าที่ทอด้วยฝีมือที่มีความวิจิตรสวยงาม ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมและต้องการของนักท่องเที่ยวหรือสุภาพสตรี คหบดีที่นิยม นำผ้าไหมแพรวาไปตัดเย็บเครื่องแต่งกาย จนกระทั่งผ้าไหมแพรวาได้สร้างชื่อเสียง ให้กับชาวกาฬสินธุ์ เป็นเมืองท่องเที่ยวในด้านสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน ดั่งคำขวัญ ของจังหวัดที่ว่า "กาฬสินธุ์เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา" ด้วยความสำคัญของผ้าไหมจึงถือว่าเป็นศิลปหัตถกรรม เป็นวัฒนธรรม ที่สำคัญ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงประทับพระทัย จึงทรงรับอุปการะ การทอผ้าไหมแพรวาเข้าโครงการมูลนิธิศิลปาชีพ ทรงพัฒนาการทอผ้าไหมแพรวา ไปตัดฉลองพระองค์เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ชาวไทย และชาวต่างประเทศ

ผ้าแพรวา มักนิยมทอด้วยฝ้าย และด้ายไหม ถ้าทอด้วยด้ายฝ้าย เรียกชื่อว่า ผ้าแพรวา การที่จะทอผ้าแพรวาด้วยด้ายชนิดใด  ขึ้นอยู่กับว่ามีวัสดุอย่างใดอยู่ก่อนแล้วตามปกติไหม เป็นวัสดุที่หายาก ได้มายากและชาวอีสานถือว่า เป็นของพิเศษจะไม่นำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือจะไม่นำมาใช้ ตกแต่งกาย เมื่อต้องการกระทำกิจธุระธรรมดา เช่น การทำนา ทำสวน หรือการแต่งกายอยู่กับบ้าน คือจะใช้เฉพาะกรณีพิเศษจริงๆ เช่น แต่งกายไปงานบุญ แต่งกายไปงานกินดอง (แต่งงาน) แต่งกายไป ทำธุระกิจต่างบ้าน ฯลฯ เพราะว่าในความรู้สึกแล้ว ชาวอีสานถือว่า "ผ้าไหม" เป็นของมีค่า เป็นความภูมิใจของเจ้าของที่ได้ใช้และ บ่งบอกถึงชาติตระกูล ฐานะเศรษฐกิจ ฯลฯ ของเจ้าของ และที่เป็น เช่นนี้ก็เพราะถึงแม้ชาวอีสานจะเลี้ยงตัวไหม แทบทุกหลังคาเรือน ก็ตาม แต่เป็นการเลี้ยงเพียงพอใช้เล็กๆ น้อยๆ ต่างจากการปลูกฝ้าย ชาวบ้านจะปลูก จำนวนมาก เพราะฝ้ายนำมาทำเส้นใยแล้วทอเป็นผ้า ใช้สวมใส่ทำงานได้ทุกประเภทไม่ว่างงานหลัก คือ ทำไร่ ทำนา หรือการสวมใส่ไปทำบุญ เดินทางไปไหนๆ ก็อาจนุ่งผ้าที่ทอด้วยฝ้ายได้ 
 
ในชีวิตความเป็นอยู่แบบพื้นบ้านอีสานแท้ๆ จะมีความเกี่ยว ข้องผูกพันกันอย่างยิ่งกับ "ผ้าแพรวา" กล่าวคือ อย่างเช่น ผ้าแพรวา อย่างผ้าอีโป้ (ผ้าขะม้า,ผ้าขาวม้า) ชาวอีสานจะนำมาใช้งานได้สารพัด ประโยชน์ ผู้ใช้อีโป้ คือ ชายชาวอีสานเท่านั้น โดยใช้เป็นผ้านุ่ง อยู่กับบ้าน (นุ่งลอยชาย) นุ่งอาบน้ำ นุ่งทำงานออกกำลัง (นุ่งกะเตี่ยว, นุ่งเหน็บเดี่ยว) นุ่งนอน โดยใช้เป็นผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าคลุมตัว (แทนเสื้อ) เวลามีแขกมาเยี่ยมบ้าน (กันอุจาดตา เพราะชาวอีสาน เวลาอยู่บ้านไม่นิยมสวมเสื้อ) โดยใช้เป็นของฝากหรือของต้อนรับ เวลามีแขก หรือผู้หลักผู้ใหญ่ต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมโดยใช้เป็น ของขะมา (สะมา) โดยใช้เป็นผ้าปูนั่ง ปูนอน โดยใช้เป็นผ้าแขวน เป็นอู่ลูก (เปลนอน) โดยใช้ห่อของ (สะพายของหรือโซนของ) ตลอดจนใช้กั้งแดด (กั้นแดด) หรือใช้เป็นผ้าประดับตกแต่ง (ผ้าปะรำพิธี) ฯลฯ

ด้วยพระเมตตาบารมีของพระองค์ท่าน ที่นำศิลปหัตถกรรมกาฬสินธุ์ออกเผยแพร่ทำให้ผ้าไหมแแพรวากระเป๋าไม้ไผ่ลายขิตมีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมกันทั่วไปช่วยให้พระสกนิกรชาวกาฬสินธุ์มีรายได้เพิ่มขึ้น 

คำว่า "ผ้าแพรวา" มีความหมายรวมกันได้แก่ "ผ้าทอเป็นผืน มีความยาวขนาด  ๑ วา หรือยาว ๑ ช่วงแขน" จริงๆ แล้ว ในการทอผ้าเพื่อใช้สอยประโยชน์ ชาวอีสาน จะทอให้มีขนาดความยาวติดต่อกันครั้งละหลายๆ วา คือเป็นสิบกว่า วาขึ้นไปที่เรียกว่า ๑ หูก ความยาวที่ทอผ้าแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับเส้น ด้ายวัสดุที่เป็นเส้นตั้ง หรือยืนที่เรียกว่า "เครือหูก" (เครือหูก) หลักจากนั้นก็จะเอาผ้ามาตัดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เช่น นำไปใช้ห่ม เรียกผ้าห่ม ก็จะมีขนาดยาว ๒ วา นำไปใช้เป็น ผ้าอีโป้ (ผ้าขาวม้า) ก็จะมีความยาว ประมาณ ๑ วา กับอีก ๑ ศอก นำไปใช้เป็นผ้าห่มตัว (ห่มเฉียง หรือห่มเบี่ยงบ้าย ห่มเคียนนอก ฯลฯ ก็จะมีความยาวประมาณ ๑ วา ( จึงเรียกว่า ผ้าแพรวา)
 
ผ้าแพรวา ที่เป็นผ้าห่มตัว ซึ่งเป็นของใช้สำหรับสตรี ประโยชน์ได้หลายประการ แต่ที่ใช้กันมาก คือใช้ห่มเฉียงไหล่ (เบี่ยงแพร เบี่ยงบ้าย) ใช้รัดหน้าอก หรือเคียนอก หรือตุ้มอก (ตุ้มเอิ๊ก) ใช้ปูกราบพระ ฯลฯ
 
 
ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

ลวดลายผ้าแพรวานับเป็นผ้ามรดกของครอบครัว โดยในแต่ละครัวเรือน จะมี ผ้าแซ่ว ซึ่งเป็นผ้าไหมส่วนใหญ่ทอพื้นสีขาว ขนาดประมาณ 25 x 30 เซนติเมตร มีลวดลายต่าง ๆ เป็นต้นแบบลายดั้งเดิมแต่โบราณที่ทอไว้บนในผืนผ้าเป็นแม่แบบดั้งเดิมที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ บนผ้าแซ่วผืนหนึ่งๆมีอาจลวดลายมากถึงประมาณกว่าร้อยลาย การทอผ้าจะดูลวดลายจากต้นแบบในผ้าแซ่วโดยจะจัดวางลายใดตรงส่วนไหน หรือให้สีใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอ เกิดเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาจากการวางองค์ประกอบของลวดลายต้นแบบและการให้สีสรรของผู้ทอ
 
 
 
 
 
 
 
ลวดลายของแพรวามีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดอีสาน แตกต่างกันอยู่บ้างที่ ความหลากหลายของสีสันในแต่ละลวดลาย แต่มีลักษณะรวมกันคือ ลายหลักมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของลายผ้า ส่วนสีสันบนผ้าแพรวาแต่เดิมนิยมพื้นสีแดงคล้ำย้อมด้วยครั่ง มีลายจกสีเหลือง สีน้ำเงิน สีขาว และสีเขียวเข้มกระจายทั้งผืนผ้าสอดสลับในแต่ละลายแต่ละแถว
 
 
ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอแพรวาที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของผ้าประเภทนี้ จะประกอบด้วยตัวลายทั้งหมด 3 ส่วน ดังนี้

1.ลายหลัก คือ ลายที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลายผ้าในแนวนอน ลายหลักแต่ละลายมีความกว้างของลายสม่ำเสมอกัน คือกว้างประมาณแถวละ 8-12 เซนติเมตร ในแพรวาผืนหนึ่งๆ จะมีลายหลักประมาณ 13 แถว ลายหลักต่างๆ เช่น ลายนาค สี่แขน ลายพันธุ์มหา ลายดอกสา ฯลฯ ส่วนประกอบสำคัญของลายหลัก คือ ลายนอก, ลายใน, ลายเครือ
   (1) ลายนอก คือส่วนที่มีลักษณะเป็นตารางสามเหลี่ยม ประกอบสองข้างของลายใน มีลวดลายครึ่งหนึ่งของลายในตลอดความกว้างของผืนผ้า
   (2) ลายใน คือส่วนที่อยู่ตรงกลางของแถวหลัก มีลวดลายเต็มรูปอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ขนมเปียกปูนตลอดความกว้างของผืนผ้าเช่นกัน
   (3) ลายเครือ คือส่วนที่อยู่ในกรอบแถวบนของกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนในแต่ละแนว มีกึ่งกลางของลายหลักเป็นส่วนยอดของลายเครือ
2.ลายคั่น หรือลายแถบ คือ ลายที่มีขนาดเล็กอยู่ในแนวขวางผืนผ้า ความกว้างของลายประมาณ 4-6 เซนติเมตร ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งลายใหญ่ออกเป็นช่วงสลับกันไป เช่น ลายตาไก่ ลายงูลอย ลายขาเข ฯลฯ
3.ลายช่อปลายเชิง หรือลายเชิงผ้า คือลายที่ปรากฏอยู่ตรงช่วงปลายของผ้าทั้งสองข้าง ทอติดกับลายคั่น ทำหน้าที่เป็นตัวเริ่มและตัวจบของลายผ้า มีความกว้างประมาณ 4-10 เซนติเมตร เช่น ลายช่อขันหมาก ลายดอกบัวน้อย ลายใบบุ่นน้อย ฯลฯ
 
ผ้าแพรวาแต่เดิมนิยมพื้นสีแดงคล้ำ มีลายจกสีเหลือง สีดำ สีขาว และสีเขียวเข้ม ประกอบด้วยลาย 3 ส่วน คือ ลายหลัก ลายคั่น และลายช่อเชิงปลาย
 
 
 
 
ผ้าแพรวา เป็นผ้าทอจากเส้นใยไหม ที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างลายขิดและจกบนผืนผ้า ในกระบวนการขิดจะใช้วิธีเก็บลายขิดบนผ้าพื้นเรียบโดยใช้ไม้เก็บขิด คัดเก็บขิดยกลายโดยต้องนับจำนวนเส้นไหมแล้วใช้ไม้ลายขิดสานเป็นลายเก็บไว้ ในการทอเก็บลายจะแบ่งเป็นช่วง แต่ละช่วงเก็บลายไม่เหมือนกัน ส่วนที่อยู่ตรงปลายต่อกับผ้าเรียบเป็นการเก็บขิดดอกเล็ก ส่วนต่อไปเป็นการเก็บขิดดอกใหญ่ เรียกว่า “ดอกลายผ้า” ใช้ไม้ในการเก็บลายต่างกัน ส่วนกรรมวิธีการจกซึ่งคือกรรมวิธี ยกเส้นด้ายยืน แล้วสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในผืนผ้า ทำให้เกิดลวดลายผ้าที่ต้องการนั้น การทอแพรวาแบบผู้ไทแท้นั้นจะไม่ใช้อุปกรณ์อื่นช่วย ไม่ว่าจะเป็นเข็ม ไม้ หรือขนเม่น แต่จะใช้นิ้วก้อยจกเกาะเกี่ยว และสอดเส้นไหมสีซึ่งเป็นเส้นพุ่งพิเศษแล้วผูกเก็บปมเส้นด้ายด้านบนเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยใช้การเกาะลายด้วยนิ้วก้อยตลอดจากริมผ้าข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งตลอดทั้งแถว เขาไม้หนึ่งจะเกาะสองครั้งเพื่อให้ลวดลายมีความสวยงาม โดยลวดลายจะอยู่ด้านล่างของผืนผ้าในขณะทอ

จุดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาคือลวดลายสีสัน และความมีระเบียบ ความเรียบ ความเงางามของผืนผ้า ในผ้าแพรวาผืนหนึ่งจะมีอยู่ประมาณ ๑๐ หรือ ๑๒ ลาย ใช้เส้นไหมในการทอตั้งแต่ 2-9 สี สอดสลับในแต่ละลายแต่ละแถว ลวดลายที่ปรากฏจะประณีตเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งผืนผ้า

ลักษณะลายผ้าของแพรวาที่ทอในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ผ้าแพรวาลายล่วง ผ้าแพรวาลายจก และผ้าแพรวาลายเกาะ

     1.ผ้าแพรวาลายล่วง หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายเรียบง่าย มีสองสี สีหนึ่งเป็นสีพื้นส่วนอีกสีเป็นลวดลาย
  2.ผ้าแพรวาลายจก หมายถึง ผ้าแพรวาลายล่วงที่มีการเพิ่มความพิเศษโดยการจกเพิ่มดอกเข้าไปในลายล่วงบนผืนผ้า เพื่อแต้มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้นแต่สีจะไม่หลากหลายสดใสเหมือน แพรวาลายเกาะ
   3.ผ้าแพรวาลายเกาะ หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายและสีสันหลายสีเกาะเกี่ยวพันกันไป ลวดลายที่ใช้ทอแพรวาลายเกาะส่วนใหญ่เป็นลายดอกใหญ่ซึ่งเป็นลายหลักของการทอผ้าแพรวา อาจจะทอไม่ให้ซ้ำลายกันเลยในแต่ละแนวก็ได้
 
 

 ที่มา : กรมหม่อนไหม http://www.qsds.go.th/
 



ความรู้เกี่ยวกับผ้าไหม

กว่าจะเป็นผ้าไหมไทย
ตรานกยูงพระราชทาน
การดูแลรักษาผ้าไหมไทย
ผ้าไหมแท้ดูอย่างไร



Copyright © 2013 All Rights Reserved.